|
พ.ร.บ.
คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ |
|
|
|
 |
| |
ทำไมกฎหมายต้องบังคับให้ทำประกันภัยรถตาม พ.ร.บ. |
รถประเภทใดที่ต้องทำประกันภัย
พ.ร.บ. |
รถประเภทใดที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำประกันภัย พ.ร.บ. |
ใครมีหน้าที่ต้องทำประกันภัยรถ/โทษการไม่ทำประกันภัย |
ผู้ที่ได้รับความคุ้มครองตาม
พ.ร.บ. |
ผู้มีหน้าที่รับประกันภัย/โทษของการไม่รับประกันภัย |
ความคุ้มครองเบื้องต้นตาม พ.ร.บ. |
ค่าเสียหายส่วนเกินกว่าค่าเสียหายเบื้องต้น |
รถ 2 คัน ชนกัน
ผู้ประสบภัยเป็นผู้โดยสาร พ.ร.บ. คุ้มครองเท่าใด |
ความคุ้มครองกรณีอุบัติเหตุที่ไม่มีคู่กรณี |
ข้อพึงปฏิบัติเมื่อประสบภัยจากรถ |
อย่างไรจึงจะได้รับความคุ้มครองในกรณีสูญเสียอวัยวะ/ทุพพลภาพ |
การยื่นขอรับค่าเสียหายเบื้องต้น |
บริษัท
กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด |
เครื่องหมายที่แสดงว่ามีการทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. |
เครื่องหมายชำรุด/สูญหาย |
กองทุนทดแทนผู้ประสบภัยคืออะไร |
การยื่นขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุน |
การบอกเลิกกรมธรรม์ |
พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์ |
| |
| ** หากต้องการอ่าน กฏหมาย
พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เพิ่มเติม
คลิกที่นี่ |
|
........................................................................................................... |
| |
| |
|
ทำไมกฎหมายต้องบังคับให้ทำประกันภัยรถตาม พ.ร.บ.
|
การที่รัฐออกกฎหมายกำหนดให้รถทุกคันต้องจัดให้มีประกันภัย
อย่างน้อยที่สุด คือ
การทำประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535
โดยมีวัตถุประสงค์
1.
เพื่อคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ประสบภัยจากรถที่ได้รับบาดเจ็บ/เสียชีวิต
เพราะเหตุประสบภัยจากรถ
โดยให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงทีกรณีบาดเจ็บ
หรือช่วยเป็นค่าปลงศพกรณีเสียชีวิต
2.
เป็นหลักประกันให้กับโรงพยาบาล/สถานพยาบาลว่าจะได้รับค่ารักษาพยาบาล
ในการรับรักษาพยาบาลผู้ประสบภัยจากรถ
3.
เป็นสวัสดิสงเคราะห์ที่รัฐมอบให้แก่ประชาชนผู้ได้รับความเสียหาย
เพราะเหตุประสบภัยจากรถ
4.
ส่งเสริมและสนับสนุนให้การประกันภัยเข้ามามีส่วนร่วมในการบรรเทาความเดือนร้อน
แก่ผู้ประสบภัยและครอบครัว
|
| รถประเภทใดที่ต้องทำประกันภัย พ.ร.บ. |
รถที่ต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ.
ได้แก่รถทุกชนิดทุกประเภทตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์
กฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก กฎหมายว่าด้วยรถยนต์ทหาร
ที่เจ้าของมีไว้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ ไม่ว่ารถ
ดังกล่าวจะเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น เช่น
รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถสามล้อเครื่อง รถยนต์โดยสาร รถบรรทุก
หัวรถลากจูง รถพ่วง รถบดถนน รถอีแต๋น ฯลฯ
ดังนั้น การที่มีรถบางประเภท กรมการขนส่งทางบกไม่รับจดทะเบียน
แต่หากเข้าข่ายว่ารถนั้นเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า
หรือพลังงานอื่นแล้วก็จัดเป็นรถที่ต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ.
|
| รถประเภทใดที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำประกันภัย พ.ร.บ. |
พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
กำหนดประเภทรถที่ไม่ต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. ไว้ดังนี้
1.
รถสำหรับเฉพาะองค์พระมหากษัตริย์ พระรัชทายาท
และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
2.
รถของสำนักพระราชวังที่จดทะเบียน
และมีเครื่องหมายตามระเบียบที่เลขาธิการพระราชวังกำหนด
3. รถของกระทรวง ทบวง กรม
และส่วนราชการต่าง ๆ รถยนต์ทหาร
4.
รถของหน่วยงานธุรการขององค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานธุรการ
ที่เป็นอิสระขององค์กรใด ๆ ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ
|
|
ใครมีหน้าที่ต้องทำประกันภัยรถ/โทษการไม่ทำประกันภัย |
ผู้มีหน้าที่ต้องทำประกันภัยรถ ได้แก่
เจ้าของรถผู้ครอบครองรถในฐานะผู้เช่าซื้อรถ
และผู้นำรถที่จดทะเบียนในต่างประเทศเข้ามาใช้ในประเทศ
การฝ่าฝืนไม่จัดให้มีการทำประกันภัยรถ พ.ร.บ.
คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535
กำหนดให้ระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
|
| ผู้ที่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. |
ผู้ประสบภัย อันได้แก่
ประชาชนทุกคนที่ประสบภัยจากรถ ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่
ผู้โดยสารคนเดินเท้า หากได้รับความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย
อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุที่เกิดจากรถ ก็จะได้รับความคุ้มครองตาม
พ.ร.บ. นี้
ทายาทของผู้ประสบภัยข้างต้น กรณีผู้ประสบภัยเสียชีวิต
|
| ผู้มีหน้าที่รับประกันภัย/โทษของการไม่รับประกันภัย |
ผู้มีหน้าที่ต้องรับประกันภัย คือ
บริษัทประกันวินาศภัยที่รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันภัยรถ
ประชาชนสามารถทำประกันภัยรถ พ.ร.บ.
ได้ที่บริษัทประกันภัยข้างต้นรวมถึงสาขาของบริษัทนั้น ๆ ทั่วประเทศ
นอกจากนี้ ยังมี บริษัท
กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ที่รับประกันภัยเฉพาะรถจักรยานยนต์
มีสาขาให้บริการทั่วประเทศ
บริษัทใดฝ่าฝืนไม่รับประกันภัยรถตาม พ.ร.บ. คุ้มครอง ฯ
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 50,000 บาท ถึง 25,000 บาท
|
| ความคุ้มครองเบื้องต้นตาม พ.ร.บ. |
ผู้ประสบภัย
จะได้รับความคุ้มครองในความเสียหายที่เกิดขึ้น
เป็นค่ารักษาพยาบาลกรณีบาดเจ็บ เป็นค่าปลงศพในกรณีเสียชีวิต
โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิด
บริษัทจะชดใช้ให้แก่ผู้ประสบภัย/ทายาทของผู้ประสบภัย ภายใน 7 วัน
นับแต่บริษัทได้รับคำร้องขอ ค่าเสียหาย ดังกล่าว เรียกว่า
ค่าเสียหายเบื้องต้น โดยมีจำนวนเงิน ดังนี้
กรณีบาดเจ็บ จะได้รับการชดใช้เป็นค่ารักษาพยาบาล
และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ตามที่จ่ายจริง
แต่ไม่เกิน 15,000 บาท
กรณีเสียชีวิต จะได้รับการชดใช้เป็นค่าปลงศพ
และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพ จำนวน 35,000 บาท
(เฉพาะกรมธรรม์คุ้มครองตั้งแต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา)
กรณีเสียชีวิตภายหลังการรักษาพยาบาล
จะได้รับการชดใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000
บาท และค่าปลงศพ จำนวน 35,000 บาท (เฉพาะกรมธรรม์คุ้มครองตั้งแต่ 1
เมษายน 2546 เป็นต้นมา) รวมแล้วจะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นไม่เกิน
50,000 บาท
|
| ค่าเสียหายส่วนเกินกว่าค่าเสียหายเบื้องต้น |
เป็นค่าเสียหายที่บริษัทจะชดใช้ให้ภายหลังจากที่มีการพิสูจน์ความรับผิดตามกฎหมายแล้ว
โดยบริษัทที่รับประกันภัยรถที่เป็นฝ่ายผิด
ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ประสบภัย/ทายาทผู้ประสบภัย
เมื่อรวมกับค่าเสียหายเบื้องต้นที่ผู้ประสบภัย/ทายาทได้รับแล้ว
เป็นดังนี้
กรณีบาดเจ็บ เป็นค่ารักษาพยาบาล
และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตามความเป็นจริงไม่เกิน
50,000 บาท
กรณีเสียชีวิต หรือสูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพ จำนวน 100,000
บาท (เฉพาะกรมธรรม์คุ้มครองตั้งแต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา)
ไม่ว่าจะมีการรักษาพยาบาลหรือไม่
|
|
รถ 2 คัน ชนกัน ผู้ประสบภัยเป็นผู้โดยสาร พ.ร.บ. คุ้มครองเท่าใด |
กรณีรถตั้งแต่ 2 คัน
ขึ้นไป ชนกัน ต่างฝ่ายต่างมีประกันตาม พ.ร.บ.
และไม่มีผู้ใดยอมรับผิดในเหตุที่เกิด
ผู้ประสบภัยที่เป็นผู้โดยสารจะได้รับความคุ้มครองตามหลักการสำรองจ่าย
กรณีบาดเจ็บ บริษัทจะสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามใบเสร็จ
จำนวนเงินไม่เกิน 50,000 บาท ต่อคน
แก่ผู้ประสบภัย
กรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพอย่างถาวร
บริษัทจะสำรองจ่ายทดแทน/ค่าปลงศพ จำนวน 100,000 บาท
(เฉพาะกรมธรรม์คุ้มครองตั้งแต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา) ต่อคน
แก่ทายาทผู้ประสบภัย
|
| ความคุ้มครองกรณีอุบัติเหตุที่ไม่มีคู่กรณี |
กรณีผู้ประสบภัย
ที่เป็นผู้ขับขี่และเป็นฝ่ายผิดเอง
หรือไม่มีผู้ใดรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ขับขี่ที่ประสบภัย ดังนี้
ผู้ประสบภัยที่เป็นผู้ขับขี่จะได้รับความคุ้มครองไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้น
กล่าวคือ หากบาดเจ็บจะได้รับค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 15,000 บาท
หรือเสียชีวิตจะได้รับค่าปลงศพ จำนวน 35,000 บาท
หรือเสียชีวิตภายหลังรักษาพยาบาลจะรับค่าเสียหายเบื้องต้นไม่เกิน
50,000 บาท
กรณีผู้ประสบภัย ที่เป็นผู้โดยสาร/บุคคลภายนอกรถ
จะได้รับการชดใช้ค่าเสียหายไม่เกิน 50,000 บาท กรณีบาดเจ็บ และ 100,000
บาท (เฉพาะกรมธรรม์คุ้มครองตั้งแต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา)
กรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ/ทุพพลภาพอย่างถาวร (ทั้งนี้
ผู้ขับขี่รถที่บริษัทรับประกันภัยไว้ต้องเป็นฝ่ายรับผิดตามกฎหมาย)
|
| ข้อพึงปฏิบัติเมื่อประสบภัยจากรถ |
เมื่ออุบัติเหตุรถยนต์เกิดขึ้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ
หรือผู้พบเห็น ควรปฏิบัติ ดังนี้
กรณีมีผู้บาดเจ็บ
1.
นำคนเจ็บเข้ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดและสะดวกที่สุดก่อน
2.
แจ้งเหตุที่เกิดให้ตำรวจทราบ และขอสำเนาประจำวันตำรวจเก็บไว้
3.
แจ้งเหตุบริษัทประกันภัยทราบ แจ้งวัน เวลา สถานที่เกิดเหตุ
4. เตรียมเอกสาร อาทิ
ถ่ายสำเนากรมธรรม์ประกันภัยรถคันเกิดเหตุ ภาพถ่ายสำเนาบัตรประชาชน
หรือหลักฐานอื่นใดที่ออกโดยราชการ กรณีเมื่อเรียกร้องค่าเสียหาย
5. ให้ชื่อ ที่อยู่
ผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์เพื่อช่วยเหลือในการเป็นพยานให้แก่คนเจ็บ
ข้อพึงปฏิบัติของสถานพยาบาลเมื่อรับผู้ประสบภัย
เมื่อสถานพยาบาลรับผู้ประสบภัยที่ประสบอุบัติเหตุรถยนต์
ควรปฏิบัติ ดังนี้
1. ให้การรักษาพยาบาลทันที
2. ทำประวัติคนไข้
และขอสำเนาบัตรประจำตัวคนเจ็บ
3. ขอสำเนาประจำวันตำรวจ
4. บันทึกชื่อบริษัทประกันภัย
ของสำเนากรมธรรม์ประกันภัย
5. บันทึกชื่อ ที่อยู่
ผู้นำคนเจ็บส่งเข้ารักษาพยาบาล
|
| อย่างไรจึงจะได้รับความคุ้มครองในกรณีสูญเสียอวัยวะ/ทุพพลภาพ |
ผู้ประสบภัยจากรถที่ต้องสูญเสียอวัยวะ/ทุพพลภาพอย่างถาวร
ที่จะได้รับจำนวนเงินความคุ้มครอง 80,000 บาท ในกรณีใดกรณีหนึ่ง
ต่อไปนี้
1. ตาบอด
2. หนูหนวก
3. เป็นใบ้
หรือเสียความสามารถในการพูด หรือลิ้นขาด
4. สูญเสียอวัยวะสืบพันธุ์
5. เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้ว
หรืออวัยวะอื่นใด
6. จิตพิการอย่างติดตัว
7. ทุพพลภาพอย่างถาวร
|
|
การยื่นขอรับค่าเสียหายเบื้องต้น |
เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัย ผู้ประสบภัย/ทายาทต้องยื่นคำร้องขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นภายใน
180 วัน นับแต่วันที่ความเสียหายเกิดขึ้น
โดยยื่นคำร้องต่อบริษัทประกันภัย/บริษัท
กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด
หรือสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยกรณีไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหาย
จากบริษัทประกันภัยได้ พร้อมหลักฐาน ดังนี้
1. ใบเสร็จรับเงินค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาล /
สถานพยาบาล
2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
หรือหลักฐานอื่นใดที่ทางราชการเป็นผู้ออกให้
ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้มีชื่อในบัตรเป็นผู้ประสบภัย
3. สำเนากรมธรรม์ประกันภัย หรือ
เครื่องหมายที่แสดงว่ารถมีประกันภัย
4. สำเนาใบมรณบัตร กรณีเสียชีวิต
5. สำเนาบันทึกประจำวันตำรวจ
6. สำเนาทะเบียน
และสำเนาบัตรประจำตัวของทายาทกรณีผู้ประสบภัยเสียชีวิต
|
|
บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด |
บริษัท
กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด เป็นบริษัทประกันวินาศภัย
จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมาย คือ
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2540
มีวัตถุประสงค์เพื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับการรับคำร้อง
และจ่ายค่าสินไหมทดแทนตาม พ.ร.บ. แทนบริษัทประกันภัย
มุ่งหมายเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประสบภัย
ที่ไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทที่รับประกันภัยรถคันที่เกิดเหตุ
นอกจากนี้ บริษัทกลางฯ
ยังรับประกันภัยตาม พ.ร.บ. เฉพาะรถจักรยานยนต์
โดยปัจจุบันมีสาขาให้บริการในทุกจังหวัดทั่วประเทศ
|
| เครื่องหมายที่แสดงว่ามีการทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. |
เมื่อทำประกันภัยผู้เอาประกันภัยจะได้รับกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
พร้อมเครื่องหมาย ที่แสดงว่ามีการประกันภัย
เครื่องหมาย ฯ
ต้องติดไว้ที่กระจกหน้ารถด้านใน หรือติดไว้ในที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน
การไม่ติดเครื่องหมายมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท
|
|
เครื่องหมายชำรุด/สูญหาย |
กรณีเครื่องหมายชำรุด/สูญหาย สามารถขอรับเครื่องหมายแทนได้ที่
1. สำนักนายทะเบียนคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ กรมการประกันภัย
2. สำนักงานคุ้มครองผู้เอาประกันภัยเขต ทั้ง 4 เขต
3. สำนักงานประกันภัยทุกจังหวัด
โดยมีหลักฐาน ดังนี้
1. ใบแจ้งความกรณีเครื่องหมายหาย
2. เครื่องหมายเดิมชำรุด
3. บัตรประจำตัวประชาชนของผู้เอาประกัน
พร้อมสำเนาภาพถ่ายที่รับรองถูกต้อง
หรือหลักฐานอื่นที่ใช้แทนบัตรประชาชน หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว
หรือหนังสือเดินทาง แล้วแต่กรณี หากผู้เอาประกันภัยเป็นนิติบุคคล
ให้นำภาพถ่ายหนังสือรับรองการจดทะเบียนของนิติบุคคล
เพื่อแสดงชื่อบุคคลที่สามารถกระทำการแทนนิติบุคคล
4. ตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
หรือตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ตัวจริงพร้อมสำเนา 1 ชุด
หากตารางกรมธรรม์ ฯ สูญหาย ให้ใช้สำเนาตารางกรมธรรม์ ฯ
ที่รับรองถูกต้องโดยบริษัทประกันภัยและประทับตราบริษัทแทน
5. กรณีผู้รับมอบอำนาจเป็นผู้ยื่นขอรับเครื่องหมายแทน
ให้ทำหนังสือมอบอำนาจ (ติดอากรแสตมป์ 10 บาท) จากผู้เอาประกันภัย
ถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวผู้รับมอบอำนาจที่รับรองถูกต้อง
|
| กองทุนทดแทนผู้ประสบภัยคืออะไร |
กองทุนทดแทนผู้ประสบภัย
ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535
มีหน้าที่
จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัย
หากผู้ประสบภัยไม่ได้รับการชดใช้จากบริษัทประกันภัย/เจ้าของรถที่ไม่จัดให้มีประกันภัย
หรือไม่สามารถเรียกร้องจากที่ใดได้ เช่น รถชนแล้วหนี
เจ้าของรถที่ไม่จัดให้มีประกันภัยไม่จ่ายค่าเสียหาย ฯลฯ
การยื่นขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุน ฯ ผู้ประสบภัย / ทายาท
ต้องยื่นภายใน 180 วัน นับแต่วันเกิดเหตุ
|
| การยื่นขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุน |
ผู้ประสบภัย/ทายาท
สามารถยื่นคำร้องขอรับเสียหายเบื้องต้น จากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย
ได้ที่
1. สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย กรมการประกันภัย
2. สำนักงานประกันภัยจังหวัดทุกจังหวัด
3. สำนักงานคุ้มครองผู้เอาประกันภัยเขต 4 เขต
|
| การบอกเลิกกรมธรรม์ |
การบอกเลิกกรมธรรม์ มี 2
กรณี
1. บริษัทบอกเลิก
1. ต้องแจ้งการบอกเลิกเป็นหนังสือล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน
โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับถึงผู้เอาประกันภัย
2. ต้องแจ้งการบอกเลิกนั้นไปยังนายทะเบียน ภายใน 7 วัน
นับแต่วันที่บริษัทส่งหนังสือบอกเลิก ไปยังผู้เอาประกันภัย
3. บริษัทจะคืนเบี้ยประกันภัย
โดยหักเบี้ยประกันภัยสำหรับระยะเวลาที่กรมธรรม์ได้ใช้บังคับมา
แล้วออกตามส่วน
4.
บริษัทต้องส่งเครื่องหมายคืนนายทะเบียน/ทำลายเครื่องหมายนั้นให้ใช้การไม่ได้
ภายใน 15 วัน นับแต่วันครบกำหนด 30 วัน ที่บริษัทได้บอกเลิก
2. ผู้เอาประกันภัยบอกเลิก
1.ต้องแจ้งให้บริษัททราบเป็นลายลักษณ์อักษร
และมีสิทธิได้รับเบี้ยประกันภัยคืนตามอัตราเบี้ยประกันภัยที่ระบุ
2. ผู้เอาประกันภัย ต้องส่งเครื่องหมายคืนนายทะเบียน /
ทำลายเครื่องหมายนั้นให้ใช้การไม่ได้
ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ผู้เอาประกันภัยบอกเลิก
3. กรณีผู้เอาประกันภัยบอกเลิก
บริษัทต้องแจ้งการบอกเลิกให้นายทะเบียนทราบเป็นหนังสือภายใน 7 วัน
นับแต่วันที่กรมธรรม์สิ้นผลบังคับ
|
|
พ.ร.บ. รถจักรยานยนต์ |
สำหรับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์
บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ได้มีการจำหน่าย
พ.ร.บ.รถจักรยานยนต์
ในราคาที่กฎหมายกำหนด
|
ขนาดเครื่องยนต์ (ซีซี) |
อัตราเบี้ยประกันภัย |
| ไม่เกิน
75 |
161 |
| เกิน 75
ถึง 125 |
323 |
| เกิน
125 ถึง 150 |
430 |
|
เกิน 150 |
654 |
** ติดต่อได้ที่สำนักงานใหญ่หรือสาขาของบริษัทกลางฯทุกจังหวัดทั่วประเทศ
|
| |