วินาศภัยหน้ามืดสินไหมน้ำท่วมขอผ่อนปรนกฎเหล็กการเงินอ้างกระทบสภาพคล่อง-กองทุน
ที่มา : สยามธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม 2554
ปลายสัปดาห์ก่อน ผู้บริหารระดับสูงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) กรรมการผู้จัดการ(เอ็มดี) บริษัท ประกันวินาศภัยทุกแห่งนัดหารือวาระเร่งด่วน
เรื่องความเสียหายจากภัยน้ำท่วมมีการหารือเรื่องสำคัญๆ หลายเรื่อง ประเด็นสำคัญคือความเสียหายครั้งนี้มูลค่ามหาศาลมีผลกระทบต่อฐานะการเงิน
ระดับเงินกองทุนของบริษัทประกันภัยค่อนข้างมาก ดังนั้น ขอให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.)
ผ่อนกฎต่างๆ เกี่ยวกับการกำกับฐานะการเงินบริษัทประกันภัยในช่วงนี้
>> วินาศภัยขอยกเว้นสินไหมน้ำท่วมไม่นำมาคำนวณเงินกองทุน
จีรพันธ์ อัศวะธนกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัย เปิดเผย สยามธุรกิจ ว่า มีการพูดคุยกันถึงข้อเสนอของสมาคมประกันวินาศภัยเกี่ยวกับอุทกภัยที่
จะเสนอกับสำนักงานคปภ. ขอให้แยกรายงานความเสียหายเกี่ยวกับอุทกภัยเป็นรายการพิเศษไม่รวมกับความเสียหาย (ค่าสินไหมทดแทน)
ส่วนอื่นเพื่อแสดงความแตกต่างผลประกอบการของบริษัทในช่วงปกติและในช่วงไม่ปกติที่เกิดน้ำท่วม ให้เห็นว่าในช่วงปกติผลประกอบการดี
มีกำไร และขอยกเว้นรายการพิเศษหรือความเสียหายจากน้ำท่วมดังกล่าวไม่นำมา คำนวณอัตราส่วนการดำรงเงินกองทุนต่อ เงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมาย (Car Ratio)
ตามเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนตาม ระดับความเสี่ยง (Risk Based Capital : RBC)
ในเรื่องการตั้งสำรองค่าสินไหมทดแทนในกรณีน้ำท่วมปกติการคำนวณตามเกณฑ์ RBC จะคำนวณจากค่าสินไหม รวมทั้งในส่วนที่รับประกันภัยไว้เอง
(Retention) และประกันภัยต่อสมมติค่าสินไหม 200 ล้านบาทเป็นสินไหมสุทธิที่บริษัทประกันรับเอง 20 ล้านบาท สินไหม ประกันต่อ 180 ล้านบาทเดิมนำมาคำนวณ
ทั้งหมดขอให้คำนวณจากสินไหมสุทธิเท่านั้นเพื่อไม่ให้เงินกองทุนกระทบมาก
>> ยืดเวลาเก็บเบี้ยค้างรับเกิน 60 วันชี้ทุนหายเยอะ/สภาพคล่องหด
ยิ่งกว่านั้น ยังขอพิจารณาเพิ่มความ ยืดหยุ่นในการประเมินเบี้ยประกันภัยค้างรับซึ่งปกติคปภ.จะประเมินเบี้ยประกันภัยค้างรับเป็นสินทรัพย์หรือเป็นเงินกองทุนให้
บริษัทประกันภัยต้องเป็นเบี้ยประกันภัยค้างรับไม่เกิน 60 วันเท่านั้น แต่เหตุการณ์ น้ำท่วมทำให้เก็บเบี้ยประกันภัยยาก ลูกค้า จำนวนมากประสบปัญหา สมาคมฯ
ขอขยายระยะเวลาออกไปแต่ไม่ได้ระบุกรอบ เวลาขึ้นอยู่กับคปภ.จะพิจารณาอาจจะเป็น 90 วัน
ด้านซีอีโอบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง ที่เข้าร่วมประชุมให้ความเห็นกับ สยามธุรกิจ เพิ่มเติมว่า เนื่องจากค่าเสียหายธุรกิจประกันภัยที่จะต้องจ่ายจากเหตุการณ์
น้ำท่วมครั้งนี้มีมูลค่ามหาศาลมากจะส่งผล กระทบอย่างหนักต่อเงินกองทุนของบริษัท ประกันวินาศภัยทำให้ไม่สามารถดำรงเงิน กองทุนได้ตามเกณฑ์ RBC
ซึ่งคปภ.กำหนด ให้บริษัทประกันภัยต้องดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำ 125% ตลอดเวลาประกอบธุรกิจ ซึ่งหากเป็นภัยปกติที่มีค่าเสียหายไม่มากไม่มีปัญหา CAR Ratio
ถึงเกณฑ์หรือเกิน เกณฑ์ขั้นต่ำมาก
น้ำท่วมหนักแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทุกปีอาจจะ 50 ปีหรือ 100 ปีซึ่งผลกระทบครั้งนี้ถือเป็นกรณีพิเศษ ดังนั้นอัตราส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวกับค่าเสียหายที่ต้องมานำคำนวณเงินกอง
ทุนควรจะมีการอะลุ้มอล่วยให้กับภาคธุรกิจเหมือนในช่วงวิกฤติ เศรษฐกิจพ.ศ. 2540-2541 มีแบงก์ ไฟแนนซ์ ล้มทางแบงก์ชาติมีการยืดหยุ่นกฎเกณฑ์ต่างๆ อีกทั้งภัยน้ำท่วมครั้งนี้แม้ความเสียหายเยอะก็ไม่ต้องห่วงเรื่องการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนธุรกิจประกันภัยและรีอินชัวเรอส์จ่ายอยู่แล้วหากกรมธรรม์ที่ซื้อไว้มีความคุ้มครองภัยน้ำท่วม
ไม่ต้องมาตีความ มากเหมือนภัยก่อการร้าย ดังนั้น คปภ. ควรจะช่วยภาคธุรกิจ
นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยกันถึงประเด็นสภาพคล่อง ขอคปภ.ยกเว้นความ เสียหายจากภัยน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นฐานสินทรัพย์หนุนหลัง
เพราะตามระเบียบคปภ.กำหนดให้บริษัทประกันภัย ต้องจัดสรรสินทรัพย์หนุนหลังรองรับหนี้สิน และภาระผูกพันทั้งหมดรวมค่าสินไหมทดแทนด้วย ซึ่งน้ำท่วมนี้ค่าเสียหายเยอะ หากสินทรัพย์หนุนหลังไม่พอต้องเพิ่มเงินกองทุนและขอให้คำนวณสภาพคล่องจากเงินสำรองค่าสินไหมทดแทนสุทธิโดยหักประกันต่อออกไปเพราะเกณฑ์เดิมจะนำค่าสินไหมทดแทนทั้งหมด
จากน้ำท่วมมาเป็นตัวตั้งคำนวณสภาพคล่องซึ่งความเสียหายครั้งนี้เป็นแสนล้านสภาพคล่องทั้งระบบหายไปมาก
>> ประเวช ขอเวลาพิจารณาคปภ.เชื่อหลายบริษัทเพิ่มทุนเยอะ
ด้าน ประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการคปภ. กล่าวกับ สยามธุรกิจ ว่า ทราบข้อเสนอที่ทางสมาคมประกันวินาศภัยขอมาแล้วกำลังพิจารณาอยู่ อย่างอัตราส่วนต่างๆ
ที่นำมาคำนวณ CAR Ratio พร้อมที่จะพิจารณาลดสัดส่วนต่างๆ ให้ แต่ เกณฑ์เงินกองทุน 125% ซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้น ต่ำที่ต้องใช้กำกับฐานะการเงินบริษัทประกัน ภัยต้องใช้ต่อไป
นางสาววสุมดี วสีนนท์ ผู้ช่วยเลขาธิการสายพัฒนามาตรฐานการกำกับ สำนักงานคปภ. กล่าวว่า ค่าสินไหมทดแทนต้องถูกนำมาคำนวณใน CAR Ratio
โดยเงินกองทุนมีไว้เพื่อรองรับความ ผันผวนซึ่งเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้คือ ความ ผันผวนเต็มที่เงินกองทุนตอนนี้ถูกดีไซน์มา เพื่อรองรับเหตุการณ์นี้ไม่มากก็น้อย
มุมของคปภ.ยืนยันไม่ปกปิดข้อเท็จจริงความเสียหายครั้งนี้ต้องปรากฏอยู่ ในงบการเงินแน่นอน
แหล่งข่าวจากคปภ. รายหนึ่งให้ความเห็นกับ สยามธุรกิจ ว่า ค่าเสียหายของธุรกิจประกันวินาศภัยจากน้ำท่วมครั้งนี้เป็นหลักแสนล้านบาท
แม้จะมีการประกันภัยต่อรองรับแต่ส่วนที่บริษัทประกันภัยในประเทศต้องจ่ายเองประมาณ 30,000-40,000 ล้านบาท ขึ้นไป หากมองเงินกองทุนของธุรกิจ
ประกันวินาศภัยทั้งระบบอาจจะพอ แต่ถ้า ดูเป็นรายบริษัทอาจจะไม่พอทุกบริษัทมีเงินกองทุนไม่เท่ากัน ได้รับผลกระทบไม่เท่ากันบางบริษัทค่าเสียหายอาจจะเกินเงิน
กองทุน ดังนั้นจะมีบริษัทประกันภัยจำนวน หนึ่งได้รับผลกระทบจ่ายค่าเสียหายเกินกว่าทุนที่มีอยู่ทำให้เงินกองทุนขาดต้องเพิ่ม ทุนเพื่อให้เงินกองทุนถึงเกณฑ์
เราจะเห็นบริษัทจำนวนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากค่าเสียหายน้ำท่วมเพิ่มทุนเข้ามา ถ้ามองภาพรวมอาจจะเพิ่มไม่ มากแต่ถ้าเป็นรายบริษัทอาจจะมาก
บางบริษัทอาจจะเพิ่มหลายร้อยล้านหรือเป็นหลักพันล้านบาทบางบริษัทมีทุนแค่ 100 ล้านบาทแต่ค่าเสียหายสุทธิเป็น 1,000 ล้านบาทผลกระทบยังจะมาจากรับประกันภัย
ต่อจากบริษัทอื่นรีกันไปรีกันมา
จากข้อมูลสำนักงานคปภ. ณ 31 ธันวาคม 2553 ธุรกิจประกันวินาศภัยมีเงินกองทุน 67,771 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 11.86% มีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้อง
ดำรงตามกฎหมาย 767.25%
|